คนในภาพถ่ายเมื่อวานนี้
ข้าพเจ้าถูกเชิญไปร่วมกิจกรรมรำลึกคุณหลวงพ่อ ที่โรงเรียนวัดไผ่ดำ จ.สิงห์บุรี ในวันที่ 25 มกราคม จะว่าไปแล้วสถานที่จัดงานนั้น ข้าพเจ้าเคยไปเป็นครูฝึกสอนที่นั่นอยู่หนึ่งปี และด้วยอุปนิสัยรักการอ่าน การเขียน ข้าพเจ้าจึงได้รับหน้าที่ดูแลห้องสมุดไปด้วย ข้าพเจ้าหลงรักห้องสมุดที่นั่นมากกว่าที่ไหนๆ มันเป็นความผูกพันที่ยากจะอธิบาย มีหนังสือมากมายเรียงในตู้สูงเกือบติดเพดาน เวลาค้นหาหนังสือต้องปีนบันไดประหนึ่งว่าเป็นบันไดที่นำเราไปสู่ปัญญา ข้าพเจ้าใช้เวลาว่างฝังตัวในห้องสมุด ด้วยการเคลื่อนโต๊ะที่ทำงานในห้องพักครู มาปลีกวิเวกในห้องสมุดแทนเพียงลำพัง ในยามว่างเว้นจากการสอนหรือหลังเลิกเรียน ข้าพเจ้าจะขลุกตัวในห้องสมุดเพื่ออ่านหนังสืออยู่เป็นประจำ มันเป็นความสุขของชายหนุ่มผู้เงียบเหงา ดึกๆ ค่อยกลับห้องพัก นั่นคือวิถีชีวิตเมื่ออดีต ที่ข้าพเจ้ารักและผูกพันกับสถานที่แห่งนี้
ข้าพเจ้าตอบรับคำเชิญนั้นด้วยความดีใจที่จะได้กลับไปร่วมกิจกรรม เขาต้องการให้ข้าพเจ้าดูแลซุ้มหนังสือ และนั่งเสวนาเกี่ยวกับการเขียน การอ่าน หนังสือ รวมไปถึงเรื่องราวต่างๆ ผู้ที่มาร่วมงานส่วนใหญ่เป็นภิกษุ-สามเณร จากโรงเรียนปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา รวมไปถึงพระนักศึกษาด้วย ซึ่งเดินทางมาจากหลายที่หลายแห่งของประเทศไทย บางท่านบินไกลมาจากอินเดีย เพื่อช่วยงานรำลึกคุณถึงหลวงพ่อ บางท่านต้องละการปฏิบัติธรรมบนภูเขาอันไกลโพ้น เพื่อจาริกมาร่วมงาน นอกจากนั้นยังมีฆารวาสญาติโยมอีกมากหน้าหลายตา ส่วนใหญ่เป็นศิษย์เก่าผู้เคยบวชมานับสิบปี หนึ่งในนั้นมีข้าพเจ้ารวมอยู่ด้วย
ในฐานะของสิงห์มอไซค์ คาวบอยหนุ่มแห่งบ้านดวงดี ผู้ที่หลงคิดว่า “การเดินทางคือการขัดเกลากิเลส” ย่อมมีความกระตือรือร้นจะแรมทางไกลไปกับเจ้าม้าเหล็กผู้ภักดี สิงห์บุรีไม่ไกลนักห่างจากมหาชัยเมืองเก่าเพียงร้อยกว่ากิโลเมตร ข้าพเจ้าควบทะยานเจ้าเพื่อนยากออกจากห้องตีห้าครึ่ง มันคำรามลั่นซอยด้วยเสียงอันทุ้มหนัก ก่อนระเบิดความเร็วแรง ไปตามถนน เอกชัย-บางบอน ตัดเข้าถนนไปสุพรรณ บางบัวทอง ข้าพเจ้าชื่นชอบความเร็ว ทุกครั้งที่ทะยานไป ความเร็วต้องถึงขีดสุดของมัน และข้าพเจ้าเชื่อว่ายิ่งเร็วเท่าไหร่ เราก็ยิ่งไม่ประมาท เพราะว่าดวงตาจะไม่อาจละมองถนนเบื้องหน้าได้ จิตใจก็มิอาจวอกแวก คนกับรถจะเป็นหนึ่งเดียวกันเสมอในจังหวะที่ความเร็วสูงสุด ข้าพเจ้ารักความท้าทายนี้ และหลงใหลมันจนขั้นถอนตัวไม่ขึ้น ทุกครั้งที่ขับขี่ไปบนถนน หวังว่ามีใครสักคนที่ชื่นชอบความเร็วเหมือนกัน เพื่อวัดขนาดของหัวใจ ข้าพเจ้ารู้สึกรักคนเหล่านั้นในฐานะมิตรมิใช่คู่แข่ง
เสื้อหนังตัวเก่งยังไม่หมดค่างวดดาวน์ต่อจากเพื่อน มันถูกตัดเย็บอย่างดีจากร้านขายเสื้อผ้าแบรนเนมให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ในสกุลเงินยูเอสมันมีราคาแพงอย่างไม่น่าเชื่อ ทว่าราคาขายคนกันเองภายในร้าน มันก็สมน้ำสมเนื้อกับราคาซื้อ เพื่อนของข้าพเจ้าเป็นคนไปติดต่อและสั่งตัดเย็บด้วยตัวเอง เขาเป็นคนในที่รู้ราคาหน้าร้านกับหลังร้าน การเจรจาจึงเป็นไปโดยราบรื่น ส่วนเสื้อหนังตัวเก่า ข้าพเจ้าซื้อหามาจากย่านวงเวียนใหญ่ ราคามันไม่เกินพันบาท แต่ก็เคยผ่านถนนหลายสาย ไปในหลายสถานที่กับข้าพเจ้า แม้มันไม่ใช่หนังแท้ แต่มันเป็นเพื่อนแท้ มันถูกปลดระวางแล้ว ความเก่าของมันทำให้เปียกทั้งฝน ทั้งลมหนาวก็ซึมผ่าน มันบางเกินไปและต้านลม ในขณะขับขี่ด้วยความเร็วนั้น เสื้อถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันช่วยลดแรงต้านของกระแสลม เหมือนปลายแหลมของหัวเรือที่ช่วยลดแรงต้านของน้ำ มีเรื่องให้เรียนรู้มากมายในถนนแต่ละเส้นที่เราผ่าน
ข้าพเจ้าไปถึงโรงเรียนวัดไผ่ดำ ในเวลา 7.40 น. คิดเป็นเวลาแล้ว 2 ชั่วโมงพอดี ยิ่งช่วงถนนสายเอเชีย ถือว่าเป็นถนนที่ดีมากๆ ไม่แปลกใจนักทำไมนักการเมืองบางท่านที่สร้างถนน สร้างจังหวัดของตัวเองให้ดีเยี่ยม ถึงได้รับการเลือกจากประชาชนเป็นประจำ เพราะคุณภาพของถนนบ่งบอกได้ถึงผู้สร้างมัน มีถนนอีกเส้นหนึ่งที่ข้าพเจ้าประทับใจ คือเส้น ชัยภูมิ-บัวใหญ่ ก็ถือว่าเป็นถนนที่ดีอีกสายหนึ่ง แม้ว่าสร้างมาเป็นระยะเวลานานแล้ว แต่มันยังคงบ่งบอกถึงความเอาใจใส่ ความจริงใจของผู้สร้างมันขึ้นมา ทว่าถนนบางสาย เพียงสายฝนกระทบไม่กี่ฤดูกาลก็ทรุดพัง บางทีไม่ครบขวบปีดีเสียด้วยซ้ำ ก็ต้องหางบประมาณมาสร้างกันอีก
ข้าพเจ้าย้อนรำลึกความหลัง ด้วยการต้มมาม่าใส่ปลากระป๋องที่ห้องพี่ฉลองซึ่งเป็นครูสอนที่นั่น และเป็นรุ่นพี่ที่ข้าพเจ้านับถือ มีความสามารถหลากหลาย โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดส่วนหย่อม ผู้ซึ่งไม่เคยร่ำเรียนการจัดส่วนหย่อมมาก่อน แต่สามารถเนรมิตสวนหย่อมให้สวยงามได้อย่างไม่น่าเชื่อ สวนหย่อมหลายแห่งในวิทยาลัยสงฆ์วังน้อย นับว่าเป็นฝีมือของพี่ท่านนี้ ปัจจุบันเป็นครูสอนคอมพิวเตอร์ ผู้สามารถส่งลูกศิษย์ที่เป็นสามเณรไปแข่งกับโรงเรียนทั่วประเทศในการจัดทำการ์ตูนแอลนิเมชั่นได้อันดับสอง นี่คือพี่ฉลอง ชายร่างเล็กผู้มีสมองโตและเต็มไปด้วยจินตนาการ ผู้ไม่เคยร่ำเรียนเรื่องจัดส่วนหย่อม ไม่เคยเรียนเรื่องโปรแกรม หรือซ่อมคอมพิวเตอร์ แต่สามารถทำได้และทำได้ดีกว่าคนที่เรียนมาบางคนด้วยซ้ำ นอกจากนั้นยังเป็นเจ้าของเครื่องเสียงตำนาน “อเวจีซาวน์” ผู้เกรียงไกรแห่งยุค ไม่พอ ยังได้รับฉายา “เล็ก ลมโชย” เจ้าพ่อคาเฟ่น้ำปานะในสมัยช่วงที่บวชอยู่ด้วย
ข้าพเจ้าต้องขอสารภาพบาปว่าหลังมาม่าชามนั้นแล้ว ตบท้ายด้วยเบียร์อีกหนึ่งกระป๋อง ก่อนไปประจำซุ้มหนังสือ มันเป็นเพียงแค่หนังสือบางส่วนที่นำมาจัดแสดงโชว์ ข้าพเจ้างัดผลงานออกมาจากกระเป๋าเดินทาง เนื่องจากเขาต้องการให้นำผลงานมาโชว์ด้วย ข้าพเจ้าไม่มีหนังสือรวมเรื่องสั้นของตัวเอง มันไม่ใช่เรื่องแปลกนัก เพราะข้าพเจ้ายินดีจะมอบให้มิตรสหายหรือใครก็ตามที่อยากได้มัน จึงมีเพียงแฟ้มเรื่องสั้นที่ตัดมาจากหน้านิตยสาร มีรวมเรื่องสั้นกับนักเขียนคนอื่นบางเล่มเท่านั้น บรรยากาศสบายๆ นั่งคุยโม้ได้สบายอารมณ์ทีเดียว สมัยก่อนตอนที่บวชอยู่ ข้าพเจ้าก็ถือว่าเป็นนักพูดคนหนึ่ง เป็นพิธีกรตลกโปกฮา ข้าพเจ้าชื่นชอบการโต้วาที การถกเถียงเรื่องเหตุผลเป็นที่สุด ชื่นชอบพูดอะไรตลกไปเรื่อย พอได้มาจับไมค์อีกครั้ง ก็ไม่รู้สึกหวาดหวั่นสั่นกลัวอะไรนัก
ยิ่งในช่วงบ่ายขึ้นไปพูดบนเวทีใหญ่ พูดถึงการเดินทางเข้าไปสำรวจเส้นทางภายในจิตวิญญาณ การเดินทางด้วยตัวอักษร ข้าพเจ้าพูดว่า “การอ่านหนังสือ ก็เหมือนกับการเปิดประตูหนึ่งไปสู่อีกประตูหนึ่ง แต่ละห้องที่เราเปิดเข้าไปนั้นย่อมมีเรื่องราวมากมายให้ค้นหาไม่รู้จบ” ตอนสมัยที่ข้าพเจ้าเป็นนักศึกษา อาจารย์หอมหวลเคยบอกข้าพเจ้าว่า “ความรู้กับปัญญา” เป็นคนละส่วนกัน การที่เราเรียนรู้จากการนึกคิดของผู้อื่น อย่างตำราเรียนหรืออะไรก็ตามเรียกว่า “ความรู้” คือการเข้าไปรับรู้ แต่ไม่ได้คิดเอง ทว่าอะไรก็ตามที่เราคิดเอง สร้างขึ้นมาเองได้ เชื่อว่าสิ่งนั้นคือ “ปัญญา” ฉะนั้นในทัศนะของอาจารย์หอมหวล คนที่มีความรู้ กับคนที่มีปัญญา ย่อมต่างกัน และข้าพเจ้าก็เชื่อเช่นนั้นด้วย
ข้าพเจ้าได้พบกับรุ่นพี่ รุ่นน้อง หรือบางท่านก็เคยเป็นลูกศิษย์ลูกหาเก่าของข้าพเจ้า คราวที่ยังดำรงความเป็นสมณะเพศ ได้ถามสารทุกข์สุขดิบ ความเป็นไปของชีวิต บางท่านก็อุทิศตนเพื่อศาสนาไม่สิกขาลาเพศ บางท่านกำลังเรียนต่อปริญญาโท บางท่านได้เป็นใหญ่เป็นโตในสายงาน มีแม้กระทั่งบางคนยังเป็นขี้เหล้าเมายาไร้งาน ไร้เงิน การพบปะแม้เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาไม่นานนัก แต่ใจข้าพเจ้าก็เอิบอิ่มและปีติยิ่ง เพราะว่าระหว่างการเติบโตของชีวิตช่วงหนึ่งเราได้ใช้ชีวิตร่วมกันนับสิบปี ยิ่งไปกว่านั้นได้ก้มกราบอาจารย์ที่เคยสอน ผู้มุ่งปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง ใบหน้าของผู้มีศีลมีธรรม ย่อมเปล่งประกายได้ดุจแก้วมณี บางทีอาจเป็นเพราะภาวะใจที่ไร้กิเลส สำหรับบางคนผู้มีกิเลสหนาใบหน้าย่อมแตกต่างออกไป แม้จะปกปิดด้วยเครื่องสำอางราคาแพง หรือศัลยกรรมตบแต่ง แต่ไม่อาจปกปิดความเศร้าหมองนั้นได้ คำถามแรกที่ท่านถามข้าพเจ้า “เมื่อไหร่จะบวช” เหมือนเหล็กรนไฟจี้เข้าที่ใจ
บ่ายสองโมงมาเยือน กิจกรรมบนเวทียังคงเร่งเร้าให้เกิดปัญญา การโต้ตอบซักถามเรื่อง “พุทธศาสนาช่วยเหลืออะไรสังคมในปัจจุบัน” เป็นไปอย่างเข้มข้น มีสาระแทรกมุกฮา ให้ได้หัวเราะกันเนืองๆ เสียดายที่ข้าพเจ้าจำชื่ออาจารย์ผู้มาบรรยายไม่ได้ เขาเรียกการเสวนาครั้งนี้ว่า “การเสวนาโต๊ะกลม” และเสียดายยิ่งที่ข้าพเจ้าฟังไม่จบ เมื่อมีนักบรรยายคล้ายๆ หมอดูทำนายทายทักขึ้นไปพูด และพูดเรื่องศาสนาด้วย ซึ่งฟังดูแล้วข้าพเจ้าไม่รู้สึกสนใจอะไรเลย แต่รู้สึกตลกเสียมากกว่าที่ใครคนหนึ่งพยายามพูดในเรื่องที่ตัวเองไม่รู้ ว่ากันว่าท่านหมอดูผู้นี้ปรากฏตัวในโทรทัศน์เนืองๆ แต่ข้าพเจ้าไม่รู้จักและไม่รู้สึกสนใจอะไร และข้าพเจ้าก็อยากกลับ
เหตุผลที่ข้าพเจ้าอยากกลับบ่ายสองโมง ก็เพราะว่าอยากกลับมาให้ทันเตะบอลตอนเย็นแถวบ้าน อย่างที่รู้กันดีในหมู่เพื่อน ข้าพเจ้ารักการเล่นฟุตบอลอย่างยิ่ง ถึงขั้นบ้าทีเดียว ไกลแค่ไหนก็ไปว่าแต่มีคนชวน ฝนตกหนักปานใด ถ้ามีคนเล่นด้วย ข้าพเจ้าก็เล่น เหตุผลที่ข้าพเจ้าออกกำลังกายอย่างเอาจริงเอาจังนั้น บางทีก็เพียงแค่อยากกลับไปยืนในสนามฟุตบอลและเล่นในตำแหน่งที่ตัวเองเคยเล่น อยากพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าหากไม่ท้อแท้ อะไรก็เกิดขึ้นได้ เราสร้างปาฏิหาริย์ได้ด้วยตัวของเราเอง
ข้าพเจ้าขับกลับด้วยความเร็วสูง ม้าเหล็กพุ่งปาดเปรียวไปบนถนน วกซ้ายป่ายขวา บางช่วงถนนสายเอเชียขากลับ ข้าพเจ้าเกือบพลาด เมื่อรถกระบะคันหนึ่งเลี้ยวกลับรถ โดยไม่สนใจรถที่วิ่งมาทางสายตรงแม้แต่น้อย เก๋งสีดำคันที่วิ่งอยู่ก่อนหน้าข้าพเจ้าเบรคลากล้อ เกือบชนกับรถกระบะคันที่ไร้มารยาท ข้าพเจ้าจี้ตามหลังมาด้วยความเร็ว ก็เบรคดุจเดียวกัน โชคดีที่ระยะห่างกับรถเก๋งนั้น เว้นช่วงพอประมาณ ถ้าใกล้กว่านั้น บางทีข้าพเจ้าอาจพุ่งลงข้างทางและนอนเป็นศพเพื่อรอเป็นข่าว ข้าพเจ้าเปลี่ยนเส้นทางใหม่ไม่กลับทางบางบัวทองแต่ขับตรงเข้ากรุงเทพฯ มันเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด กว่าจะถึงห้องก็ใช้เวลาไป 3 ชั่วโมง ไปถึงห้องไม่ทันได้ทำอะไร ข้าพเจ้าก็เปลี่ยนเสื้อผ้าใส่ร้องเท้าขับมอไซค์อีกคันพุ่งตรงสู่สนามฟุตบอลทันที ขอเพียงได้เห็นสนาม เห็นบรรดานักเตะย่านโรงงาน แล้วได้ลงไปวิ่งนิดๆ หน่อย ๆ ใจข้าพเจ้าก็สุขล้น
ในเช้าของวันจันทร์ที่ 26 มกราคม ข้าพเจ้าควรใช้ชีวิตซ้ำซากกับหน้าที่การงานที่ทำอยู่ กระนั้นมันก็เป็นอาชีพที่ทำให้ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่อย่างไม่ฝืดเคืองนัก มันอาจไม่ได้ตอบสนองความฝันโดยตรง แต่มันเป็นส่วนช่วยให้ความฝันนั้นยังคงอยู่และได้รับการสานต่อ งานวันนี้ไม่มากนัก นั่งจิบกาแฟและทำงาน ซึ่งวันนี้เป็นวันที่บริษัทหลายแห่งยังปิดต่อเนื่องจากวันตรุษจีน ข้าพเจ้าจึงงานน้อยตามไปด้วย ขณะที่เพลิดเพลินอยู่กับความสบายแบบคนไร้งานนั้น เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ข้าพเจ้ากดรับ เรื่องราวต่างๆ ถูกเล่าผ่านมาจากปลายสาย ข้าพเจ้าอึ้งและรู้สึกเศร้าอย่างฉับพลัน มันเป็นความเศร้าสลดทีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและค้างคาภายในใจ เหมือนหินที่โดนเผาจนร้อนแล้วถูกสาดน้ำเข้าใส่ ใจข้าพเจ้าเป็นเช่นนั้น…
ข่าวคราวแห่งความเศร้าถูกบอกเล่าผ่านมาทางปลายสาย มีพระภิกษุ-สามเณรและคนรู้จักที่ข้าพเจ้าได้เสวนา ได้ยกมือไหว้ ได้ไถ่ถามข่าวคราวเมื่อวานนี้ ได้จบชีวิตลง ขณะที่เดินทางกลับวัด กลับบ้าน ในคืนอันหนาวด้วยสายลมแรมทาง แสงดาวส่องแสงวับวาว บนถนนที่นานๆ ครั้งรถจะวิ่งผ่านมาสักคัน ดึกดื่นอันเงียบงันนั้น คนขับเผลอหลับใน มันเป็นเสี้ยววินาทีเล็กๆ ที่พลาดและไม่มีโอกาสให้แก้ตัว ห้วงยามนั้นทุกคนกำลังหลับฝันถึงสิ่งใดนะ กำลังพูดคุยเรื่องอะไรกัน ข้าพเจ้าคิดถึงใบหน้าของพวกเขาเหล่านั้น ไม่คาดคิดเลยว่าคนที่เห็นกันเมื่อวานจะจากไปถึงห้าชีวิต ไม่เคยคิดเลยว่า พระภิกษุหนุ่มผู้อุทิศตนเพื่อศาสนากลับไปพัฒนาบ้านเกิดจะจากไปเร็วปานนี้ ไม่เคยคิดเลยว่า พระนักศึกษาและสามเณรผู้มาช่วยงานด้วยดวงใจอันบริสุทธิ์ ด้วยความมุมานะต่อกิจกรรมของศาสนาจะด่วนจากไปรวดเร็ว ไม่เคยคิดเลยว่า ป้าอีกสองคนที่เป็นที่รักของภิกษุสามเณรทุกรุ่นที่เคยไปหมู่บ้านแห่งนั้น ซึ่งใกล้จะถึงบ้านอยู่แล้วต้องมาจบชีวิตลง ความตายไม่เคยเห็นใจใครหรือยกเว้นใคร มันคงทำหน้าที่ของมันอย่างเท่าเทียม
ข้าพเจ้าเศร้าอย่างสุดซึ้ง คิดถึงทุกท่านที่จากไป เรายังได้เสวนากันอยู่เมื่อวานนี้ เรายังได้ยิ้มต่อถ้อยคำ ต่อการได้พบปะ เพียงข้ามวัน พวกเขาเหล่านั้นก็ข้ามไปสู่อีกภพภูมิหนึ่ง ซึ่งเป็นโลกที่ข้าพเจ้าและทุกคนต้องเดินทางไป แต่มันเกิดขึ้นเร็วเกินไป เพียงเพราะคนขับเหน็ดเหนื่อยจากการเตรียมงานมาหลายวัน แล้วเผลอหลับเพียงเสี้ยววินาที มันเป็นเวลาที่น้อยนิด ทว่าก็ทำให้การจากลานั้นเป็นนิรันดร์ พวกเขาจะไม่กลับมาอีก คนที่รอคอยการกลับวัด กลับบ้าน และความเกี่ยวโยงทางสายเลือด ต่างไม่เชื่อว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นกับตน พวกเขาคงร้องไห้เท่าที่ความปวดร้าวภายในจะทุเลา น้ำตาเหล่านั้นบริสุทธิ์เหลือเกิน มีค่าเหลือเกิน อดคิดถึงตัวเองไม่ได้ว่า ถ้าสักวันหนึ่งเราเดินไปตามเส้นทางสายเดียวกันกับพวกเขา เราได้ทำชีวิตให้สมบูรณ์หรือยัง เราได้รักใครสักคนอย่างจริงแท้หรือยัง เราได้ทำในสิ่งที่อยากจะทำหรือยัง หรือเรายังค้างคาน้ำใจไมตรีของใครอยู่ หากเป็นเช่นนั้นชีวิตควรใช้ให้คุ้มค่าทุกวินาที
ข้าพเจ้าอาจเพียงดูภาพพวกเขาจากกล้องดิจิตอล ซึ่งมันเป็นภาพถ่ายเมื่อวานนี้ ข้าพเจ้าจะทนได้ไหมนะต่อรอยยิ้มที่เห็นภายในภาพ หรือบางทีข้าพเจ้าก็อาจร้องไห้..นั่นสินะ บางทีข้าพเจ้าก็อาจร้องไห้….
ขอให้ดวงวิญญาณของทุกท่านที่จากไป จงพบเส้นทางไปสู่ประตูแห่งสวรรค์
เขียนเมื่อ 26 มกราคม 2551
ข้าพเจ้ายังคงนิ่งเฉยต่อชีวิต
ช่วงนี้ต้องบอกว่าเป็นช่วงที่ไร้สาระสุดๆ ของข้าพเจ้า ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ไม่ค่อยอ่านหนังสือ ไม่ยอมลงมือเขียน แทบไม่ได้ตามอ่านงานวรรณกรรม หรือข่าวสารวรรณกรรมใดๆ ทั้งสิ้น และไม่ได้ติดต่อนักเขียนหรือไปร่วมงานนักเขียน มันเป็นห้วงเวลาที่สับสน งุนงง อยากอยู่นิ่งๆ ดูสักพัก ต้นฉบับเรื่องสั้นหลายสิบเรื่องยังคงนอนตายอยู่ในแฟ้ม ยังคงไม่ส่งไปที่ไหน เอ่อ ช่างมันเถอะ ดองเอาไว้ให้ได้ที่ก่อน หรือดองลืมเลยก็ได้ อิอิ
บางทีช่วงนี้ข้าพเจ้าอาจวุ่นวายอยู่กับการจัดระบบกล้ามเนื้อในร่างกาย พูดให้ถูกคือควบคุมส่วนเกินและต่อเติมในส่วนที่ควรเติม มันเป็นความสุขอย่างหนึ่งของชีวิต อาจเป็นเพราะอุบัติเหตุ มันทำให้ข้าพเจ้าได้คิดอะไรหลายๆ อย่าง ขาข้างที่หักไปนั้นมันสอนบทเรียนหลายบทเรียนในช่วงที่ผ่านมา มันสอนให้ข้าพเจ้าเรียนรู้ที่จะลุกขึ้นยืนและเดินใหม่ มันสอนให้ระวัดระวังในการก้าวเดินไปบนเส้นทางแห่งชีวิต อะไรๆ ล้วนเกิดขึ้นได้ บางครั้งเราอาจเรียกมันว่าปาฏิหาริย์ หรือโศกนาฏกรรมชั้นยอด
ข้าพเจ้าไม่ใช่คนที่ยอมจำนนต่อโชคชะตา หรือต่ออุปสรรคทั้งปวง ขาข้างที่หักนั้นคือความท้าทายอย่างร้ายกาจ ข้าพเจ้าคิดว่าจะไม่ยอมอ่อนข้อให้กับมันโดยเด็ดขาด เมื่อล้มแล้วเราต้องเรียนรู้ที่จะลุกขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นคือต้องเข้มแข็งกว่าเดิม ยิ่งล้มก็ต้องยิ่งแกร่ง ข้าพเจ้าเชื่อเช่นนั้น อุปสรรคคือสิ่งสลักใจเราให้แกร่งกล้า ข้าพเจ้าตั้งปณิธานเอาไว้ว่า ข้าพเจ้าจะต่อกรกับอุปสรรคดูสักตั้ง นั่นคือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ
บางครั้งข้าพเจ้าอาจขอบคุณที่ขาหัก มันเป็นช่วงที่ข้าพเจ้าอ่านหนังสือได้อย่างเมามัน เขียนได้ดังใจ ในความโชคร้ายก็ยังมีโชคดีอิงแอบอยู่ด้วย บางทีมันอาจเป็นเงาของกันและกัน ขึ้นอยู่ที่ว่ามันจะออกมาปรากฎให้เราเห็นตอนไหน วันที่เพื่อนมาเยี่ยมพร้อมเงินจำนวนหนึ่งจากพี่ๆ ที่ทำงาน เพื่อให้มาซื้อของฝากแด่ข้าพเจ้า แต่เพื่อนไม่ได้ซื้อ ก็เลยเอาเงินนั่นมาให้ ข้าพเจ้ากำเงินจำนวนนั้นไว้ และคิดว่าเจ้าเงินนี่ล่ะมันจะต้องได้ประโยชน์อย่างมหาศาล และมันจะทำให้ร่างกายข้าพเจ้าแข็งแกร่งขึ้นยิ่งกว่าเดิม นั่นเป็นเหตุให้ข้าพเจ้ากระเตงตัวเองไปโลตัสพร้อมกับไม้เท้า
ข้าพเจ้ายังคงชื่นชอบขับมอเตอร์ไซค์ด้วยความเร็วสูง มันคือความท้าทายอย่างหนึ่งของชีวิต ข้าพเจ้าจะสะพายไม้เท้าไว้ข้างหลัง บางทีก็คิดไปว่านั่นคือดาบ มันเท่ห์ไม่หยอก ที่ยกน้ำหนักอันแรกหนักเพียง 3 กิโลกรัม ข้าพเจ้าเริ่มเล่นกล้าม อิอิ ตอนขาหัก เริ่มกระโดดเชือกขาเดียว วิดพื้น บริหารกล้ามเนื้อเท่าที่ร่างกายมันอำนวย ข้าพเจ้ามุ่งมั่นกับการเปลี่ยนแปลงตัวเอง เฝ้าบอกตัวเองว่าเราต้องแกร่งขึ้นกว่าเดิม ต้องดีกว่า ไม่ยอมจำนนต่อขีดจำกัดของร่างกาย
มันอาจเป็นความโชคดีที่ชุมชนทำลานออกกำลังกายภายในวัด มีเครื่องเล่นออกกำลังกายหลายอย่าง เหมาะกับคนขาหักอย่างข้าพเจ้า ช่วงแรกๆ ที่เอาเครื่องออกกำลังกายมาลงนั้น คนทั้งหมู่บ้านแห่แหนกันไปออกกำลังกาย แต่พอนานวันไป คนเหล่านั้นก็หายไปทีละคนสองคน จนกระทั่งเหลือแต่คนที่ยังไม่ละความพยายาม ข้าพเจ้าเป็นคนหนึ่งในนั้น
หลายเดือนผ่านไปร่างกายข้าพเจ้ากำยำขึ้น ท้องที่เคยลงพุงตอนนี้เป็นมัดกล้าม กล้ามเนื้อขยายสวยงาม มันเป็นศิลปะอย่างหนึ่งของเรือนกาย ข้าพเจ้าต้องตื่นแต่ตี 5.30 น. เพื่อไปออกกำลังกายหนึ่งชั่วโมง หลังเลิกทำงานอีกหนึ่งชั่วโมง งดบุหรี่ งดเหล้า เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ กินนมทุกเช้า กินกล้วยตาม การทำเช่นนี้ทำให้ชีวิตข้าพเจ้ามีระบบระเบียบที่แน่นอน
แต่อีกนั่นแหละข้าพเจ้ากลับไม่ได้อ่านหนังสือดึกๆ ดื่นๆ เหมือนเดิม ไม่ได้ตื่นสายเหมือนเดิม ไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระเหมือนเดิม ทุกอย่างเริ่มมีข้อจำกัด สิ่งเดียวที่ข้าพเจ้ากำลังครุ่นคิดตอนนี้คือ ทำอย่างไรข้าพเจ้าจะทำสองอย่างให้ดีได้เท่าๆ กัน คือ สมองก็ต้องหาความรู้มาเติมตลอดเวลา กับร่างกายก็ต้องแข็งแรงและดีกว่าเดิม นั่นคือปัญหาของข้าพเจ้าในตอนนี้
มันคงถึงเวลาแล้วที่ข้าพเจ้าจะกลับมาอ่านหนังสือและเริ่มต้นเขียนงานอย่างเพลิดเพลินอีกครั้ง….
-
คลังเก็บ
- มกราคม 2009 (1)
- พฤศจิกายน 2008 (1)
-
หมวดหมู่
-
RSS
Entries RSS
Comments RSS